


การเกิดขึ้นของพลังงานเชื้อเพลิงทางเลือกชนิด “อี85” หรือชื่อเต็มๆว่า แก๊สโซฮอล์ E85 ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ แบบเอทานอล 85% และเบนซิน 15% ภายใต้การผลักดันอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูของกระทรวงพลังงาน มาถูกทางหรือจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ต้องใช้เวลาพิสูจน์ เนื่องจากขณะนี้ปัญหาเรื่องราคาน้ำมันดิบแพงได้หายไป จากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจของโลกที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานน้ำมันและการล่มสลายของกลุ่มกองทุนบริหารความเสี่ยงที่เข้าไปเก็งกำไรทำให้ราคาน้ำมันถูกบิดเบือน จนพุ่งทะลุ 140 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐ/บาเรล ก่อนจะหล่นลงมาอยู่ที่ระดับ 40 กว่าเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ/บาเรลในปัจจุบัน ภายในระยะเวลาเพียงไม่ถึง 3 เดือน เมื่อเป็นเช่นนี้ พลังงานทางเลือกอย่าง อี85 ที่เคยคาดว่าจะเป็นพระเอกใหม่ในอนาคต ดูเหมือนจะเหมือนมืดมนลงเนื่องจาก ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง อี85 ณ เวลานี้ (วันที่ 22 ธ.ค. 2551) อยู่ที่ลิตรละ 18.29 ขณะที่ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี10 ออกเทน 91 อยู่ที่ลิตรละ 16.09 บาท, ออกเทน 95 อยู่ที่ลิตรละ 16.89 บาท และชนิด อี20 อยู่ที่ 15.59 บาทเท่านั้น ถูกกว่า อี85 ทุกชนิด ทั้งนี้ยังไม่นับอัตราการสิ้นเปลืองที่ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและผู้บริหารค่ายน้ำมันทั้งหลายให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า อี85 นั้นมีอัตราสิ้นเปลืองที่มากกว่าน้ำมันปกติประมาณ 30% ฉะนั้นเมื่อประมวลผลค่าความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจส่วนบุคคลแล้วยังไงก็ไม่คุ้ม หากเราจะเลือกใช้พลังงานทางเลือก อี85 อย่างไรก็ตาม ในฐานะค่ายรถยนต์ที่เมื่อเริ่มต้นไลน์ผลิตแล้ว ยากมากในการกลับลำ หลังจากมีกระแสข่าวเกี่ยวกับอดีตนักการเมืองใหญ่ หนุนให้ อี85 เกิดขึ้นโดยให้สัญญาบางอย่างกับค่ายรถบางค่าย จริงเท็จประการใดไม่อาจจะทราบได้ แต่เมื่อเร็วๆ นี้ “วอลโว่” เปิดตัว “เอส80 2.5เอฟที” รถยนต์ประเภทเฟล็กฟิวคันแรกที่ประกอบในประเทศไทย โดยรองรับการใช้งานเชื้อเพลิงเบนซินธรรมดาได้ทุกชนิดจนถึงเบนซินผสมเอทานอลตั้งแต่อี10- อี85 ก็ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร นี่คืออีกครั้งที่ วอลโว่ เปิดตัวรถใหม่เพื่อหวังอาศัยเงื่อนไขความได้เปรียบของราคาเชื้อเพลิงแล้วไม่ประสบความสำเร็จดังหวัง เพราะเคยเปิดตัว เอ็กซ์ซี90 เครื่องยนต์ดีเซล หลังจากวันที่รัฐบาลเลิกอุ้มน้ำมันดีเซล 3 วัน จากราคาน้ำมันที่ว่าถูกกลับกลายเป็นแพง ครั้งนี้ก็แทบไม่ต่างอะไรกับคราวนั้น และหลังจากที่เปิดตัวเรียบร้อย “เอเอสทีวี ผู้จัดการมอเตอริ่ง” มีโอกาสสัมผัสและทดลองขับแบบเต็มที่ถึง 3 วันโดยเดินทางทั้งในเมืองและนอกเมือง หลากหลายเส้นทาง ก่อนจะไปถึงไฮไลท์เรื่องของอัตราการบริโภคน้ำมัน เรามาทำความรู้จักกับ เอส80 2.5เอฟที กันก่อนดีกว่า รูปทรงภายนอกถือว่ารถรุ่นนี้เป็นรถโมเดลปี 2009 แม้ไม่แตกต่างจากรุ่น เอส80 ตัวอื่นที่เปิดตัวไปเมื่อกันยายนปี 2007 แต่จะมีเพียงตัวอักษรภาษาอังกฤษ “2.5FT” ที่ท้ายรถเท่านั้นที่บ่งบอกว่าเป็นรถประเภทเฟล็กฟิว เด่นด้วยการมีไฟหน้าแบบแอคทีฟ ไบ-ซีนอน ปรับองศา ขึ้น/ลงและซ้าย/ขวา โดยอัตโนมัติเทียบเท่ารุ่นท๊อป ส่วนภายใน ก็เหมือนกับรุ่นย่อยอื่นๆ เช่นกัน แต่เพิ่มออพชั่นมาเต็มที่เกือบเท่ารุ่นท๊อป อาทิ ม่านบังแดดประตูหลังและกระจกบังลมหลัง โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย เริ่มตั้งแต่ระบบ PCC หรือ Personal Car Communicator ซึ่งมาในรูปแบบของรีโมทคอนโทรลขนาดเล็กพกติดตัวได้ โดยมีฟังก์ชั่นสื่อสารกับรถพร้อมการปลดล็อคและขับขี่โดยปราศจากกุญแจ คือ ไม่ต้องใช้กุญแจเสียบก็สามารถขับรถได้ และระบบนี้ให้ผู้ขับขี่สามารถตรวจสอบ(ในระยะห่าง 60-100 จากตัวรถ)ว่า รถยนต์ล็อกแล้วหรือไม่ สัญญาณเตือนภัยทำงานอยู่หรือเปล่า รวมถึงการมีผู้บุกรุกเข้าไปในห้องโดยสารได้ นอกจากนั้นยังมี ระบบเตือนผู้ขับขี่เมื่อแสดงอาการเหนื่อยล้า และขับรถออกนอกเส้นแบ่งช่องทาง โดยจะมีเสียงเตือนแทบทุกครั้งที่เราเปลี่ยนช่องทาง จนทำให้ผู้โดยสารถามว่าเป็นเสียงอะไร เราจึงอธิบายไป, กล้องและสัญญาณไฟเตือนมุมอับของสายตา มีประโยชน์อย่างมากเวลาจะเปลี่ยนช่องทางหรือเร่งแซง โดยเฉพาะเมื่อออกเดินทางไกลไปต่างจังหวัด หากมีมอเตอร์ไซค์อยู่ในจุดอับ เมื่อกล่าวถึงด้านการขับขี่ น้ำมันที่เติมมาเป็น อี85 เต็มถังจากโรงงาน เริ่มต้นเราเน้นการใช้งานในเมืองเป็นหลัก อาทิ เซ็นทรัล ลาดพร้าว, สนามหลวง, รามอินทรา ในช่วงเวลาเร่งด่วน ทั้งหมดวิ่งไปราว 100 กม. แต่ยังไม่เก็บตัวเลขอัตราการบริโภคเฉลี่ยเอาไว้ สำหรับเส้นทางแบบนอกเมือง เราเลือกกรุงเทพฯ-หัวหิน ความรู้สึกของการขับขี่โดยรวม เหมือนเอส80 รุ่นอื่นๆ ทั้งตัวดีเซล 2.4 ลิตรและเบนซิน 3.2 ลิตร โดยเฉพาะช่วงล่างที่นุ่มนวลเป็นเอกลักษณ์สไตล์วอลโว่ คาร์ พวงมาลัยลายไม้สลับหนังกระชับมือและไม่เป็นปัญหาสำหรับคนเหงื่อออกที่มือเยอะเช่นผู้เขียน ด้านอัตราเร่งไม่ด้อยกว่าใครจากเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร FFV พละกำลังสูงสุด 200 แรงม้า และแรงบิด 300 นิวตันเมตร ที่รอบกว้างตั้งแต่ 1500-4500 รอบ/นาที ขับสนุกและตอบสนองอย่างทันใจทุกย่านความเร็ว สำหรับตัวเลขที่รอคอย อัตราการบริโภคน้ำมัน ช่วงแรก 400 กม.(ทั้งในและนอกเมือง) แสดงจากจอ 18.9 ลิตร/ 100 กม. หรือ 5.29 กม./ลิตร ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าตกใจมาก ทั้งนี้อาจจะเนื่องมาจากการที่เราจอดรถติดเครื่องอยู่เฉยๆ เป็นระยะเวลานานพอสมควรหลายครั้ง เราจึงต้องหาตัวเลขอื่นมาเพื่อยืนยันอีกครั้งหนึ่ง ขากลับจากหัวหิน เราเซ็ตค่าตัวเลขใหม่ทั้งหมด โดยยังมีน้ำมันอี85 เหลืออยู่ คราวเราวิ่งโดยใช้ครุยซ์ คอนโทรล ที่ความเร็ว 101 กม./ชม. สามารถวิ่งได้เป็นทางยาวๆ ไม่หยุดพัก ตัวเลขการบริโภคมาอยู่ 10.4 ลิตร/ 100 กม.หรือ 9.62 กม./ลิตร และวิ่งต่อจนกระทั่งน้ำมันหมดถัง ช่วงต่อมาเราเติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ชนิด อี10 วิ่งด้วยความเร็วเท่ากันคือ 101 กม./ชม. โดยใช้ครุยซ์ คอนโทรล เหมือนกัน ระยะทางวิ่งประมาณ 60 กม. ตัวเลขอยู่ที่ 8.9 ลิตร/100 กม. หรือ 11.2 กม./ลิตร และเมื่อน้ำมันอี10 ที่เติมมาใกล้หมด เรามีเติม อี20 แทนเพื่อหาค่าเฉลี่ย คราวนี้วิ่งด้วยความเร็วเฉลี่ยราว 120 กม./ชม. ตัวเลขแสดงผลออกมาที่ 10 กม./ลิตร พอดี ฉะนั้นแล้วเมื่อพิจารณาถึงอัตราการบริโภคน้ำมัน ค่าเฉลี่ยที่แสดงผลออกมาถือว่า ใกล้เคียงกับเกณฑ์ที่ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายให้ความเห็นเอาไว้ สำหรับตัวเลขอ้างอิงตามแคตตาลอกของวอลโว่ ระบุไว้ที่ เฉลี่ย 7.1 กม./ลิตรเมื่อใช้ น้ำมันอี85 อย่างไรก็ตามแม้ประเด็นเรื่องราคาน้ำมันจะเป็นโจทก์ใหญ่ที่อาจจะทำให้ เอส80 2.5FT ไม่ดังเปรี้ยงปร้าง แต่มีอีกสิ่งหนึ่งที่ถือเป็นหัวใจสำคัญก็คือ เรื่องการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยค่าการปล่อยคาร์บอนได้ออกไซด์ ออกมาเพียง 174 กรัม/กม. (ตัวเลขอาจเปลี่ยนแปลงขึ้นกับ สภาวะแวดล้อม การขับขี่และน้ำหนักบรรทุก) รวมถึงการมีส่วนช่วยภาคเกษตรไปด้วยในตัว และเหนืออื่นใด จากอัตราภาษีที่เคาะให้เป็นกรณีพิเศษทำให้ เอส80 2.5FT สามารถเคาะราคาขายเพียง 3.1 ล้านบาท เท่ากับรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล แต่มีออพชั่นมากกว่าเกือบเท่ากับรุ่นท๊อปตัว เบนซิน 3.2 ที่ขายอยู่ 4.9 ล้านบาท สรุป เอส80 2.5FT จะแจ้งเกิดดังวอลโว่คาดหวังได้หรือไม่ คงยากที่จะคาดเดา แต่ถ้าเลือกเอาเฉพาะความคุ้มค่าต่อเงินที่เสียไป สำหรับสาวกวอลโว่การเลือกคบหาเจ้าเอส80 2.5FT เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ อย่างน้อยก็มีส่วนช่วยลดปัญหาเรื่องโลกร้อนได้อีกทางfrom:ASTVผู้จัดการออนไลน์ ขอบคุณครับสำหรับข้อมูล สวัสดีครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น